เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖ พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท ดร.
ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท มจร.
กล่าววา หลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับเกียรติจากท่านอาจารย์ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและอดีตผู้ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นอาจารย์บรรยายพิเศษ ภายใต้หัวข้อ "กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ช่วยเหลือเยียวยามิติของความยุติธรรม" (กระบวนการ RJ) ในภาคเช้าและหัวข้อ "มองอดีต ปัจจุบัน อนาคต เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเพื่อสันติภาพ หลักสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยและระดับสากล"
โดยสะท้อนว่า “ฐานของสันติภาพคือเคารพสิทธิมนุษยชน”เพราะเรามีการละเมิดต่อมนุษยชนต่อกัน ซึ่งการละเมิดกลุ่มเปราะบางไม่สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ เพราะมีการเปราะบางและละเอียดอ่อน โดยการเคารพสิทธิมนุษยชนจะนำไปสู่การเกิดสันติภาพ เพราะทุกคนต้องมีความเท่าเทียมกันโดยทุกคนต่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่เป็นของพวกเราทุกคน ไม่ว่าเราจะเป็นใคร หรืออยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะมีความเชื่ออะไร หรือใช้ชีวิตแบบไหน สิทธิมนุษยชนไม่สามารถถูกพรากไปได้ แต่บางครั้งสิทธิมนุษยชนอาจถูกจำกัด เช่น ถ้าคุณทำผิดกฎหมาย หรือกระทำการที่อาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ สิทธิมนุษยชนนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าความเป็นมนุษย์ เช่น ความมีศักดิ์ศรี ความยุติธรรม ความเท่าเทียม ความเคารพ และความเป็นอิสระ นอกจากนี้สิทธิมนุษยชนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดที่เป็นนามธรรมเท่านั้น เพราะสิทธิมนุษยชนคือแนวคิดที่ได้รับการนิยาม และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) ในปี ๒๔๙๑ หลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง องค์การสหประชาชาติได้กำหนดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานโดยมี ๑)ความเป็นสากล: สิทธิมนุษยชนเป็นของมนุษย์ทุกคน ๒)พรากไปไม่ได้: สิทธิมนุษยชนไม่สามารถถูกพรากไปจากเราได้ ๓)ไม่สามารถแบ่งแยกได้ เพราะสิทธิทุกสิทธิล้วนเกี่ยวข้องกัน: รัฐบาลไม่สามารถเลือกที่จะเคารพสิทธิใดสิทธิหนึ่งได้ สิทธิทุกสิทธิต้องได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียมกัน
สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่หลักในการทำงานเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย คือ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๐) ได้ระบุถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไว้หลายมาตราด้วยกัน เช่น ในมาตรา ๔ นั้นระบุว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” ในหมวดที่ ๓ ซึ่งเป็นหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตราที่ ๒๕ ถึง ๔๙ ยังได้บรรยายขอบเขตของสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้ในหลายด้านด้วยกัน เช่น ความยุติธรรมทางอาญา การศึกษา การไม่เลือกปฏิบัติ เสรีภาพในการแสดงออก การไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เป็นต้น
อาจารย์ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กล่าวย้ำว่า งานป้องกันสำคัญกว่าการแก้ไข มิติของสิทธิมนุษยชน การสร้างสันติภาพ และรักษาสันติภาพ ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการรักษาสันติภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติจึงถูกสร้างขึ้นมาหลังสงครามโกลครั้งที่ ๒ ทุกคนในโลกแม้ต่างชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ ความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นศักดิ์ศรีที่มีมาตั้งแต่กำเนิดและศักดิ์ศรีมาพร้อมกับสิทธิที่เท่าเทียม ไม่มีใครจะเอาไปจากตัวเราได้ โดยมองถึงการป้องกันความรุนแรง ซึ่งสิทธิมนุษยชนมอง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของทุกคน โดยไม่เลือกว่าเป็นเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ถิ่นกำเนิด เพศ อายุ สีผิว เผ่าพันธุ์ ทรัพย์สิน ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อทางศาสนา หรือสถานะใดเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลที่ไม่สามารถโอนให้แก่กันได้”
โดยหลักสิทธิมนุษยชน Human Right ประกอบด้วย ๑)สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิธรรมชาติ (Natural Rights) ติดตัวมนุษยาแต่เกิด มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) ๒)สิทธิมนุษยชนเป็นสากลและไม่สามารถถ่ายโอนกันได้ (Universality) ๓)สิทธิมนุษยชน ไม่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนได้ ไม่มีสิทธิใดมีความสำคัญกว่าอีกสิทธิหนึ่ง (Indivisibility) ๔)ความเสมอภาค และห้ามการเลือกปฏิบัติ (Equality and Non-Discrimination) จึงต้องเคารพกันอย่างเท่าเทียมกันห้ามเลือกปฏิบัติควรปฏิบัติต่อกันเสมือนพี่น้อง ซึ่งสะท้อนประเด็นเด็กได้รับผลประทบจากการใช้ความรุนแรงถือว่าละเมิดสิทธิเด็กอย่างรุนแรง ควรหาแนวทางป้องอย่างเร่งด่วน สื่อต้องระวังการละเมิดซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยมองว่ารัฐจึงต้อง “เคารพ ปกป้อง ทำให้เป็นจริง” ทำให้สิทธินั้นเป็นจริง โดยมองว่า “อย่ามุ่งแค่ความมั่นคงของรัฐเท่านั้นแต่จึงสร้างและพัฒนาความมั่นคงของความเป็นมนุษย์” ประชาชนมีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน อยู่อย่างไม่ระแวงจึงสอดรับการระบบโครงสร้างด้วยขอให้ทำเชิงป้องกันอย่างจริงจัง จึงต้องเคารพ ป้องกัน ทำให้สิทธิ์เป็นจริง
ในช่วงท้ายหลักสูตรสันติศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย : มจร ได้มอบโล่และเกียรติบัตรให้กับผู้สนับสนุนส่งเสริมหลักสูตรสันติศึกษา มจร จึงอนุโมทนาบุญในโอกาสนี้



