การเป็นพระนักเทศน์จะต้องใส่ใจเรื่องคุณภาพ โดยต้องพัฒนาตัวเองด้วยเตรียมตัว เตรียมเนื้อหาให้สมดุลกับผู้ฟังหรือผู้รับสาร เพื่อให้ผู้ฟังได้อะไรที่ใหม่ (นวัตกรรม) เกิดการเปลี่ยนแปลงคือมีความสุข แล้วต้องประเมินด้วยว่าขณะเทศน์มีผู้ฟังมากน้อยเพียงใด
แล้วต้องประเมินตัวเองตามหลักพุทธลีลาคือ
๑. แจ่มแจ้ง
๒.จูงใจ
๓. แกล้วกล้า
๔. ร่างเริง
หรือ ๔ส. คือ ๑) สันทัสสนา อธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดูเห็นกับตา สอนให้เหมาะกับผู้ฟัง ลีลาสาริกาป้อนเหยื่อวัดประยุรฯ รูปแบบ แพตฟอร์ม ๒) สมาทปนา ชักจูงใจให้เห็นจริงด้วย ชวนให้คล้อยตาม จนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ เป็นขั้นเป็นตอน ๓) สมุตเตชนา เร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิดกำลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจว่าจะทำให้สำเร็จได้ ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก ด้วยการทำจิตให้ผ่องแผ้ว และ ๔) สัมปหังสนา ชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง คือการอนุโมทนาคือประกาศอานิสงส์เช่นการทำบุญกับผู้ศึกษาธรรมพระนักเทศน์เท่ากับบูชาพระธรรม เบิกบาน ฟังไม่เบื่อ และเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่ตนจะพึงได้รับจากการปฏิบัติ

